ตำรวจน้ำความเป็นไปของน่านน้ำไทย

police11หลายคนคงยังไม่รู้ว่าในส่วนของข้าราชการตำรวจยังมีหน่วยงานอื่นๆนอกจากตำรวจที่อยู่ในสถานีตำรวจเพื่อแจ้งความครับแต่ยังมีหน่วยแยกออกไปอีกมากมายได้แก่ ตำรวจ ตำรวจตะเวนชายเดน ตำรวจน้ำ ตำรวจสายการบินตำรวจรถไฟและตำรวจท่องเที่ยว ซึ่งถือว่ามีความหลากหลายมากและแต่ล่ะหน่วยก็จะทำหน้าที่ที่แตกต่างกันออกไป แต่ก็มีหน้าที่เหมือนกันก็คือดูแลและปกป้องประชาชนจากอาชญากรรมต่างๆ จนตลอดไปจนถึงอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนผู้ที่ใช้รถใช้ถนน ทำให้ลดการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้อีกด้วย วันนี้ผมจะมาพูดถึงหน่วยตำรวจที่ทำงานอุทิศให้ประเทศไทยมากๆหน่วยหนึ่ง นั้นก็คือตำรวจน้ำ ซึ่งจะแตกต่างจากตำรวจทั่วๆ ไปมาก ก็ตรงที่ว่าใช้เรือเป็นยานพาหนะมีการตรวจการตามน่านน้ำต่างๆ จับกุมสิ่งผิดกฎหมายทุกอย่างที่อยู่ในเรือและรอบๆ ชายฝั่งน่านน้ำไทย เป็นหน่วยเฝ้าระวังในเรื่องของการค้ามนุษย์ การใช้แรงงานเถื่อนที่ไม่มีใบอนุญาตรับรองในการเข้าประเทศไทย ปัญหาการปล้นเรือสิ้นค้า โจรสลัด มีการทำงานร่วมกับหน่วยของทหารเรือของประเทศไทย และยังมีหน้าที่ตรวจป้องกันไม่ให้ใครรุกล้ำน่านน้ำของประเทศอีกด้วย ตำรวจมีการฝึกที่โหดพอตัวอย่างมากฝึกเหมือนนาวิกโยธินของทหารเรือเลยแต่จะเป็นหลักสูตรที่เบากว่านิดหน่อยครับ การสอบเข้าไปก็จะเป็นแบบว่าโรงเรียนรวมเหล่าตำรวจและนายสิบตำรวจครับแต่จะแยกมาอีกทีก็ตอนที่ฝึกเสร็จ 6 เดือนและมาเรียนตามเหล่าที่เราได้เลือก 6 เดือนถึงจะจบการฝึกครับและไปทำงานเป็นข้าราชการตำรวจ มีการฝึกเสริมหลักสูตรเสือคาบดาบได้อีกด้วย รวมทั้งการฝึกหลักสูตรการโดดร่มได้อีกด้วย แต่จะไม่มีค่าหลักสูตรอย่างพวกหน่วยรบทหาร แต่จะมีเครื่องหมายหลักสูตรติดไว้ที่หน้าอกเสื้อทั้งสองข้าง สร้างเสริมบารมีให้กับเราแทน

หน่วยรบพิเศษความเข้มแข็งของของกองทัพ

soldier11       หน่วยทหารของประเทศไทยจัดได้ว่าเต็มไปด้วยความหลากหลายเป็นอย่างมาก ทหารในประเทศไทยมีมากถึง 2/3 ของประเทศ ซึ่งนับร่วมกับทหารอื่นๆทั้ง 3 เหล่าทัพ ทหารเป็นผู้ที่มีอำนาจมาก เป็นคนที่รับคำสั่งจากกษัตริย์โดยตรง เป็นคนเพียบพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจเป็นอย่างมาก มีความเชียวชานในการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์เป็นอย่างสูงและการวางแผนการรบอย่างชาญฉลาด เป็นเหมือนรั้วของชาติที่คอยปกป้องและป้องกันมิให้ใครมารุกรานหรือข่มขี่คนในชาติ ทำให้บ้านเมืองสงบสุข วันนี้ผมจะมาพูดถึงเกี่ยวกับทหารบก ซึ่งมีทหารที่ประจำการอยู่มากกว่า 190000 นาย มีหน่วยทหารทั้งหมดคือ กองพลทหารราบ 9 กองพล กองพลทหารราบยานเกราะ 1 กองพล กองพลทหารม้า 3 กองพล กองพลรบพิเศษ 1 กองพล กองพลทหารปืนใหญ่ 1 กองพล ทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน 1 กองพล กองพลทหารช่าง 1 กองพล ถือว่าทหารบกไทยเรามีจำผู้ที่เข้าประจำการมากกว่าทหารอากาศและทหารเรือมากเลยทีเดียว วันนี้ผมจึงหยิบเอาเรื่องราวของหน่วยทหารที่ขึ้นชื่อว่าเข้มแข็งที่สุดในกองทัพบกโดยที่ไม่รวมว่ามีรถถังหรือยานเกราะจะเป็นกำลังเดินเท้าและกำลังเสริมที่มาจากการขอกำลังเสริมจากหน่วยทหารสื่อสารเพื่อสนับสนุนการช่วยรบ นั้นก็คือหน่วยรบพิเศษ ถือว่าเป็นที่ฝึกนักรบที่โหดที่สุดในกองทัพบกเป็นการฝึกหนักเพื่อนำไปใช้ในโอกาสต่างๆ ผู้ก่อการร้าย หรือผู้ร้ายข้ามแดนที่มีความอันตรายสูง จัดเป็นหน่วยที่โจมตีทางเท้าที่ดีที่สุดในประเทศไทย ที่ตั้งของความโหดนี่อยู่ที่อำเภอป่าหวาย จังหวัดลพบุรี หรือที่คนไทยรู้จักกันนามของหมวกแดง หน่วยรบพิเศษได้เปิดฝึกหลักสูตรที่มีความโหดที่สุดในทหารบกนั้นก็คือเสือคาบดาว ซึ่งเรียนหลักสูตรนี้เปิดให้ทหารทั้ง 3 เหล่าทัพได้ฝึกกันอีกด้วย

สติงเรย์ เคี้ยวเล็บของทหารบกไทย

soldier11สวัสดีครับเพื่อนวันนี้ผมจะพามาดูเคี้ยวเล็บของกองทัพบกกันนะครับ กองทัพบกเป็นกองทัพที่ถือว่ามีมากที่สุดในประเทศไทย ซึ่งมากกว่าทหารอากาศและทหารเรือเป็นอย่างมาก วันนี้ผมจะพามาดูหน่วยที่มีความสำคัญอย่างมากในกองทัพบกไทยของเราและมีกองพลทั้งหมด 3 กองพลด้วยกัน นั้นก็คือทหารม้าครับ คำว่าทหารม้าหลายคนก็คงนึกถึงม้าเป็นสัตว์กันใช่ไหมครับ แต่ไม่ใช่ซะทั้งหมดครับครับ ปัจจุบันมีทหารม้าอยู่ 1 กองพลที่ยังมีม้าตัวเป็นๆขี่กันนั้นก็คือกองบัญชาการกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ ซึ่งทหารหน่อยนี้ใช้ในพิธีและโอกาสสำคัญต่างในการจัดรูปขบวนสวนสนามนั้นเองครับแต่ไม่ใช่ว่าจะมีแค่ม้านะครับ อีกทั้งยังมีรถถังยานเกราะอีกด้วยเป็นกำลังสนับสนุนของกองทัพไทยได้เป็นอย่างดีครับ กองบัญชาการกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ตั้งอยู่ที่ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไทย กรุงเทพมหานคร ส่วนกองบัญชาการกองพลทหารม้าที่ 3 มีแต่ทหารม้าที่ใช่รถถังทั้งหมดและมีรถถังเข้าประจำการหลากหลายชนิดมากและทหารม้าก็แตกจะแตกแยกออกไปหลายหน่วยด้วยกันคือ ทหารลาดตระเวน ทหารม้ารถถัง ทหารม้ายานเกราะ ทหารม้าบรรทุกยานเกราะ ทหารม้าขี่ม้าและทหารม้าอากาศ ซึ่งแต่ล่ะหน่อยก็จะมีหน้าที่แตกต่างกันออกไป และกองบัญชาการกองพลทหารม้าที่ 1 ค่ายพ่อขุนผาเมือง อยู่ในจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งกองบัญชาการกองพลทหารม้าที่ 1 นี้ได้ร่วมเอาหน่วยต่างๆ ไว้ในกองพลอย่างมากมายและที่ไม่ได้เป็นหน่วยของทหารม้าก็ได้รวมกันอยู่ในนั้น ที่นั้นมีรถถังที่ทรงอานุภาพเป็นอย่างมากสามารถเข้าโจรตีได้อย่างแม่นยำและฉับไวซึ่งเป็นรถถังที่ประจำการอยู่ในหน่วยกองพันทหารม้าที่ 26 เป็นรถถังที่นำเข้าจากประเทศสหรัฐอเมริกาโดยเป็นรถถังที่ปลดประจำการออกมาจากกองทัพสหรัฐอเมริกานั้นเอง มีชื่อว่าสติงเรย์ 32 หรือที่หน่อยทหารเรียกกันว่า คอมมานโด สติงเรย์ 32

ทหารสื่อสารแห่งราชอาณาจักรไทย

military communicationsได้ขึ้นชื่อเป็นทหารสื่อสารแล้วหลายคนจะนึกภาพออกเป็นเหมือนหน่วยสนับสนุนทางด้านเครื่องมือการสื่อสาร เช่นวิทยุสนาม โดยจะมีจุดรับสัญญาณหรือที่เรียกว่าสถานีอยู่ในกองพันทั่วประเทศอีกด้วย ทหารหน่วยสื่อสารเป็นหน่วยที่ขาดไม่ได้ในกองทัพไทย ถ้ายามออกศึกเปรียบเสมือนเป็นกำลังสนับสนุนของการรบภาคพื้นดินเป็นอย่างดี เป็นการขอกำลังสนับสนุนทางบกหรือทางอากาศก็ได้ ทหารสื่อสารถูกก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปีพุทธศักราช 2470 โดยได้มีการตั้งกองทหารใหม่ หน้าที่หลักๆ ของทหารสื่อสารในปัจจุบันนั้นก็คือ จัดการทำสถานีวิทยุกระจายเสียง เพื่อให้ข่าวสารทางด้านทหารและสาระความรู้ความบันเทิงให้กับประชาชนทั่วไป การดูแลและรักษาบำรุงเครื่องมือและอุปกรณ์สื่อสารที่หน่วยได้มีเอาไว้ประจำการ บำรุงยุทโธปกรณ์ให้ยังคงใช้ได้ตามสถานการณ์จริง เช่น ปืนยาว ปืนพก และปืนกลหนัก ร่วมออกฝึกกับทหารหน่วยงานอื่นเพื่อเตรียมความพร้อมรบให้คนในหน่วยพร้อมอยู่เสมอ จะมีการถึงย่อยในช่วงประมาณกลางเดือนมีนาคมและฝึกย่อยครั้งที่ 2 ในเดือนมิถุนายนและจะทำการฝึกใหญ่ในเดือนพฤศจิกายนของทุกปี การฝึกของทหารหน่วยสื่อสารนั้นจะเป็นการเดินเท้ามากกว่าขึ้นจะเป็นการสนับสนุนการโจมตีของทหารม้ายานเกาะ เป็นการเข้าตีแบบขอเรียกกำลังสนับสนุนได้ตลอดเวลาเพราะทหารสื่อสารต้องแบกเครื่องมือสื่อสารอย่างวิทยุสื่อสารไปกับตัวด้วยจึงทำให้ติดต่อเรียกกำลังเสริมได้ไม่จำกัด ทหารสื่อสารไม่ได้ต่างจากทหารอื่นๆ เลยก็ตรงที่ต้องเข้าช่วยเหลือประชาชนยามเดือนร้อน อุทกภัย ช่วยบำรุงซ่อมแซมวัดและสถานที่สำคัญอื่นๆ อยู่ในค่ายทหารใช่ว่าจะมีเวลาว่างสบายต้องปรับปรุงภูมิทัศน์ภายในค่ายไปอีกด้วย เช่นตัดหญ้า ตัดต้นไม้ ตกแต่งสวน ลอกคลอง ทหารไม่ใช่เพียงแค่รั้วของชาติแต่เป็นเหมือนคนที่คอยช่วยเหลือประชาชนได้อย่างเสมอ ปัจจุบันกองพันทหารสื่อสารมีอยู่ทั่วประเทศไทย ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็มีหน่วยงานอยู่

ทหารปืนใหญ่แห่งสยามประเทศ

Bombardier      หลายคนคงสงสัยว่าทหารปืนใหญ่มีด้วยหลอในประเทศไทยของเรา มีมานานมากแล้วครับตั้งแต่ก่อตั้งทหารใหม่ๆ ในอดีตปืนใหญ่ถือเป็นอาวุธที่สำคัญมากของประเทศไทย เป็นอาวุธที่สามารถข่มขวัญและทำลายล้างได้ดีมากๆถือเป็นอาวุธที่ทรงอนุภาพมากเลยทีเดียว หลายคนเคยบอกว่ายุคสมัยนี้มีทหารอากาศก็สามารถทำการรบได้อย่างเต็มกำลังแล้วทหารปืนใหญ่คงไม่สำคัญเท่าไหร่หรอก แต่หารู้ไม่ว่าเครื่องบินของทหารอากาศนั้นมีขีดจำกัดในเรื่องของสภาพอากาศถ้าสภาพอากาศไม่ดีก็บินขึ้นไปไม่ได้ เพราะถ้าเอาขึ้นไปแล้วอาจจะเสี่ยงต่อการตกของเครื่องบินได้ แต่ถ้าเป็นปืนใหญ่สามารถจะยิงได้ในทุกสภาพอากาศเรียกได้ว่ายิงเวลาไหนก็ยิงได้และยังสามารถเสริมกลยุทธ์ให้กับรบภาคพื้นดินกับทหารม้าและทหารราบได้อีกด้วย ซึ่งถือช่วยทหารหน่วยอื่นในการรบอีกด้วย ปัจจุบันทหารปืนใหญ่มีอยู่มากมายหลายกองพันมากๆรวมกันแล้วได้ 1 กองพลและยังได้เพิ่มกองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานขึ้นอีก 1 กองพลด้วย เรียกได้ว่าเป็นกองพลที่สำคัญต่อกองบัญชากองทัพไทยเป็นอย่างมากๆ ในช่วงที่ไม่มีสงครามทหารจะต้องบำรุงรักษายุทโธปกรณ์ให้ใช้งานจริงได้อยู่เสมอโดยจะมีการฝึกเล็กและการฝึกใหญ่ปีล่ะครั้ง หลายคนคงแปลกใจว่าถ้าแต่ล่ะหน่วยที่ไกลกันจะไปขนยุทโธปกรณ์ฝึกด้วยกันหลอ ทหารเวลาเขาฝึกกันเขาจะฝึกเฉพาะกองพันหรือหน่วยที่มีในกองพลเท่านั้นครับจะได้ไม่ลำบากและยุ่งยากในการจัดกำลังพลออกฝึกครับ ใครที่ไม่เคยยิงปืนและไปอยู่ในรถหรือปืนใหญ่ก็สามารถไปทำได้ครับ คนที่คัดเลือกทหารและครับผมยังอยู่ในรถถังกับยืนข้างปืนใหญ่แล้วเลยครับ

การรับน้องหรือการฝึกทหารใหม่แบบเข้มงวดมีเพื่อจุดประสงค์อะไร

welcometonaviการเป็นทหาร แน่นอนว่าทหารต้องเป็นคนที่อยู่ในเครื่องแบบที่มีความอดทน แข็งแกร่งเสมือนกับบุคคลที่อยู่ในรถถัง ในเวลารถถังไม่มีคนบังคับก็จะเป็นแค่เหล็กธรรมดาๆก็เหมือนกับชุดของทหารนั้นแหละครับชุดทหารถ้าไม่มีคนใส่ก็เปรียบเสมือนกับผ้าชิ้นหนึ่งดังนั้น การเป็นทหารจะต้องมีความ มานะอดทน แข็งแกร่งและน่ากลัว ดังกับรถถังที่มีคนคอยบังคับอยู่ข้างในนั้นเอง

แล้วกว่าเราจะมาเป็นทหารที่แข็งแกร่งได้เราต้องทำอย่างไรถึงจะได้เป็นทหารที่มีความสมบูรณ์แบบได้ เริ่มจากขั้นตอนแรกเลยดีกว่าครับ การรับน้องหรือการฝึกทหารใหม่นั้น ครูฝึกจะต้องให้ทหารใหม่ทุกคน ทำตามคำสั่งทุกอย่างในเวลาเดียวกันทุกคน เพื่อที่จะเป็นการไม่ให้มีทหารใหม่คนใดคนหนึ่งได้รับการฝึกที่มากกว่าหรือน้อยกว่าโดยที่ทหารใหม่ทุกๆคนจะต้องทำตามคำสั่งเหมือนกันทุกคน เพื่อเป็นการเคารพรุ่นพี่หรือเคารพครูฝึกอีกด้วย โดยทุกคนจะเริ่มการฝึกมาจากศูนย์โดยเท่าเทียมกันไม่ว่าจะเป็น การซ้อม การโดนทำโทษและการฝึกอื่นๆอีกมากมาย ทหารทุกคนจะต้องถูกฝึกในหลายๆอย่างไม่ว่าจะเป็น เรื่องของความเป็นระเบียบวินัย ต่อให้ทหารใหม่จะเป็นคนที่ไม่มีความเป็นระเบียบมาก่อนก็ตามแต่ทุกคนจะได้รับการฝึกให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนกันทุกคนอย่างแน่นอน อีกทั้งยังได้รับฝึกความกล้าหาญ ความสามัคคี ความรักแผ่นดินฯลฯ ทั้งหมดนี้จะได้รับมาจากการฝึกทหารเพื่อเป็นทหารที่มีคุณภาพ ถือได้ว่าการฝึกวิชาของทหารนั้นเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ดีเลยก็ว่าได้ เราหาการฝึกอบรมที่ได้ทั้งความเข้มแข็ง ความอดทน ความเป็นระเบียบวินัย ไปพร้อมกับ การทำประโยชน์เพื่อสังคมและประเทศชาติแบบนี้ไม่ได้แล้ว และไม่ได้มีแค่การฝึกทหารสำหรับผู้ชายเท่านั้น ในปัจจุบันนี้ยังมีการฝึกของทหารหญิงเพื่อไปรับใช้ชาติที่ไม่แตกต่างจากผู้ชายอีกด้วย ถือได้ว่าเราจะได้มีรั่วของประเทศชาติที่แข็งแกร่งทั้งหญิงและชายคอยดูแลประชาชนอย่างมีคุณภาพ

ทำไมต้องมีตำรวจเกณฑ์

1403608215-090456041-o-450x300ตำรวจเกณฑ์จะมีครั้งแรกในปี พ.ศ.2559 โดยจะรับการเกณฑ์ 10,000 อัตราต่อปีโดยจะมีวิธีการเกณฑ์ที่เหมือนกับทหารโดยมีการตรวจสภาพร่างกายและโรคประจำตัวต่างๆ และจะใช้วิธีการจับใบดำ-ใบแดงเหมือนกับทหารทุกอย่าง จะมีเงื่อนไขการเกณฑ์ตำรวจ โดยจะยกตัวอย่างและเปรียบเทียบกับการเกณฑ์ทหารดังนี้

1.การเกณฑ์ตำรวจต้องมีอายุ 21 บริบูรณ์ ส่วนของทหารก็มีการเกณฑ์ทหารที่จะต้องมีอายุ 21 ปีบริบูรณ์เช่นกัน

2.ตำรวจจะมีระยะเวลาในการปลดตำรวจ 2 ปี ส่วนของทหารก็มีการปลดทหาร 2 ปีเช่นกัน

3.ตำรวจรับเงินเดือน 10,000 บาท ส่วนของทหารก็รับเงินเดือน 10,000 บาทเช่นกัน

4.ตำรวจจะได้รับราชการตำรวจ ส่วนทหารก็จะไดรับราชกาลทหาร

5.ตำรวจสมัครไม่ได้ ส่วนทหารสมัครได้

โดยการวิธีการเกณฑ์ตำรวจก็ไม่แตกต่างไปจากทหารเลยแม้แต่น้อย เพราะมีการจับใบดำ-ใบแดงเช่นเดียวกันกับทหารเพียงแต่สามารถสมัครเป็นทหารได้ทันทีแต่สมัครเป็นตำรวจไม่ได้ดังข้อที่ 5 ที่ได้กล่าวไว้

ทั้งนี้การมีตำรวจเกณฑ์ขึ้นก็เพราะในปัจจุบันมีตำรวจไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติภารกิจต่างๆ และเพื่อเป็นกำลังพลเสริมหรือกองหนุนในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินต่างๆ เช่น มีการชุมนุม การก่อการร้าย การจราจร และคอยช่วยดูแลความสะดวกสบายให้กับประชาชนในช่วงเทศกาลอีกด้วย ถือได้ว่าการที่มีตำรวจเกณฑ์ในภายภาคหน้ามีความจำเป็นและสำคัญมากๆซึ่งเป็นโอกาสที่ดีแก่คนรุ่นใหม่ๆที่จะทำให้คนกลุ่มนี้ได้มีบทบาทสำคัญในการรับใช้ชาติเพิ่มมากขึ้น เมื่อรับใช้ชาติจนครบ 2 ปีแล้วตำรวจเกณฑ์สามารถเข้ารับราชกาลตำรวจได้ต่อเนื่อง โดยจะมีการคัดเลือกผู้ที่เหมาะสม 10 %ของตำรวจเกณฑ์เท่ากับประมาณ 1,000 อัตราต่อปีนั้นเอง เหตุที่ต้องมีการคัดเลือกตำรวจเกณฑ์ให้เข้ามารับราชกาลตำรวจในจำนวนแค่ 10 %เพราะปีต่อไปก็จะมีตำรวจเกณฑ์รุ่นใหม่เข้ามารับใช้ชาติต่อเนื่องทุกปี

ตำรวจผู้เสียสละเวลาเพื่อประชาชน

polishดาบวิชัย หรือ ด.ต.วิชัย สุริยุทธ เป็นตำรวจที่ปลูกต้นไม้มาแล้ว 3 ล้านต้น ต้นไม้ 3 ล้านต้นนั้นเราลองนึกดูนะครับว่าเยอะขนาดไหน เยอะพอๆกับต้นไม้ที่อยู่ในป่าในเขาเป็นหลายๆป่าเลยก็ว่าได้

ดาบวิชัย เริ่มปลูกต้นไม้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2531 มาจนถึงปัจจุบันนี้ โดยแก่จะปลูกต้นไม้วันละประมาณ 200-300 ต้น แกปลูกไปตามถนนหนทางต่างๆทั้งยังในที่นาคันนาของชาวบ้านทั่วไป โดยไม่ไปเบียดเบียนใครและเวลางานของตัวเขาเอง โดยแกจะออกจากบ้านเพื่อไปปลูกต้นไม้ตั้งแต่ตอนตี 4 ตีห้า และจะปลูกอีกครั้งหลังจากเลือกงานแกทำแบบนี้ทุกวัน ชาวบ้านหลายคนในละแวกนั้นก็หาว่าแกเพี้ยนแกบ้าบ้างแต่แกก็ไม่สนใจคำนินทาใดๆทั้งนั้น เพราะแกเชื่อว่าสิ่งที่ตัวแกทำอยู่นั้นมันเป็นสิ่งที่ดีและจะเป็นประโยชน์แก่ชาวบ้านอีกด้วย แกจะปลูกต้นไม้ที่ให้พืชให้ผลได้ดี เช่น ต้นตาล ต้นสะเดา ต้นขี้เหล็ก ต้นยางนา ต้นถ่อน ต้นตะกู ต้นแคเป็นต้น

จนเวลาผ่านไปต้นไม้ที่แกปลูกมานั้นก็ออกผลผลิตให้ชาวบ้านแถวนั้นได้นำไปแปลรูปสร้างรายได้ต่างๆไม่ว่าจะเป็นขนมตาลที่ได้จากต้นตาล แกงขี้เหล็ก หรือแม้แต่กิ่งก้านของต้นตาลนั้นก็สามารถนำมาทำเป็นไม้กวาดและอื่นๆได้อีกมากมาย

จากชาวบ้านที่เคยดาวาแกว่าเป็นคนบ้าวันๆไม่ทำอะไรเอาแต่ปลูกต้นไม้ไปวันๆ จนมาถึง ณ ตอนนี้ชาวบ้านแถวนั้นได้เปลี่ยนจากคำที่ดูถูกเหยียดหยามมาเป็นคำชื่นชมส่งเสริมและขอบคุณแก ที่แกทำให้พวกชาวบ้านนั้นได้เห็นประโยชน์ในสิ่งที่เขาทำและได้รับประโยชน์โดยตรงอีกทั้งยังทำให้ชาวบ้านหลายต่อหลายคนมีชีวิตการเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและมีธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นอีกด้วย

ในวันนี้ถึงแม้ว่า ดาบวิชัย จะได้เกษียณอายุและถูกปลดประจำการไปแล้ว เขาก็ยังคงปลูกต้นไม้ต่อไปโดย ดาบวิชัย ได้บอกเอาไว้ว่าจะปลูกต้นไม้ไปจนกว่าจะไม่มีแรงปลูกและจะปลูกต้นไม้ไปจนตาย

กว่าจะได้มาเป็นทหาร ที่เป็นมากกว่าอาชีพ

00oldทหารก็ คือ บุคคลหนึ่งที่ไม่ต่างจากบุคคลทั่วๆไป โดยการที่จะได้เป็นทหารนั้นไม่ใช้เรื่องง่ายๆเลย ในประเทศไทยการที่เราจะไปเป็นทหารได้มีอยู่ด้วยกัน 2 แบบ นั้นก็คือแบบสมัครใจและการถูกเกณฑ์ให้มารับใช้ชาติหรือให้มาเป็นทหารนั้นเอง โดยทั้งนี้ในประเทศไทยได้มีกำหนดให้ชายไทยทุกคนต้องมารับการคัดเลือกให้มาเป็นทหารเมื่อมีอายุครบ 21 ปีบริบูรณ์ ทั้งนี้การที่จะได้มาเป็นทหารได้นั้น ทางการจะเลือกผู้ที่สมัครใจก่อนโดยมีการวัดมาตรฐานทั้งร่างกายและโรคประจำตัวต่างๆ การวัดมาตรฐานร่างกายมีดังต่อไปนี้

-ต้องมีความสูง 160 ซม.ขึ้นไปและต้องมี รอบอกที่ไม่ต่ำจาก 76/79 ซม.ถึงจะได้รับการคัดเลือกไปสู้ขั้นตอนที่ต่อไป

ขั้นตอนที่สองคือการตรวจร่างกายเพื่อหาโรคต่างๆที่เป็นผลกระทบต่อการเป็นอาชีพทหาร ซึ่งจะมีโรคที่เป็นแล้วไม่สามารถเป็นทหารได้ดังนี้

-ความผิดปกติของสายตา เช่น สายสายตาสั้น-ยาวทั้งนี้จะมีกำหนดให้ว่าไม่ให้เกินเท่าไหร่ถึงเท่าไหร่,ตาปอด,ต่อหินเป็นต้น

-ความผิดปกติทางหู เช่น หูหนวกเป็นต้น

-โรคติดเชื่อ เช่น โรคเท้าช้างเป็นต้น

-โรคทางประสาทวิทยา เช่น ใบ้ อัมพาต ลมชักเป็นต้น

-โรคของต่อมไร้ท่อ เช่น เบาหวาน ภาวะอ้วนเป็นต้น

-โรคของระบบปัสสาวะ เช่น ไตอับเสบเรื้อรังเป็นต้น

-โรคของหัวใจ เช่น ลิ้นหัวใจพิการเป็นต้น

-โรคของระบบหายใจ เช่น โรคหืดเป็นต้น

-โรคเลือดและอวัยวะสร้างเม็ดเลือด เช่น ภาวะม้ามโตเป็นต้น

-โรคผิดปกติของกระดูกและกล้ามเนื้อ เช่น แขน ขา นิ้ว เท้า มือ พิการเป็นต้น

-โรคอื่นๆ เช่น มะเร็ง ตับแข็ง กระเทยเป็นต้น

โดยโรคอื่นๆที่ว่ามานี้ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์ทหารอีกทีในการคัดเลือก

ทั้งนี้การวัดมาตรฐานทั้งร่างกายและโรคประจำตัวต่างๆที่ว่ามาทั้งหมดก็ใช้แบบเดียวกันกับทหารเกณฑ์นั้นเอง

การที่ได้มาเป็นทหารโดยผ่านการวัดมาตรฐานต่างๆมาแล้วทหารก็มีหน้าที่ปกป้องประเทศชาติให้พ้นจากศัตรูต่างๆ ถือได้ว่าการการเป็นทหารก็เหมือนการทำอาชีพอาชีพหนึ่งซึ่งได้รับเงินเดือนและสวัสดิ์การเป็นการตอบแทน แต่ทหารไม่ได้มีเงินเดือนที่มากมายสักเท่าไหร่เงินเดือนของทหารจริงๆอาจจะไม่ถึงหมื่นด้วยซ้ำ แต่ทว่าด้วยหน้าที่และศักดิ์ศรี ทหารจึงยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อแลกกับเงินเดือนไม่กี่บาท เพื่อเป็นรั้วของแผ่นดินคอยรักษาความสงบและความปลอดภัยของประชาชนนั้นเอง

เรื่องราวที่น่ายกย่องของ นายทหารที่ซื่อสัตย์ “พันท้ายนรสิงห์”

punt31ตามที่ได้มีการบันทึกเรื่องราวของพระราชพงศาวดารในสมัยกรุงศรีอยุธยาได้มีการบันทึกเรื่องราวต่างๆและหนึ่งในนั้นก็มีเรื่องราวของ พันท้ายนรสิงห์ ทหารผู้กล้าหาญ

พันท้ายนรสิงห์นั้นมีชื่อเดิมว่า สิน เป็นคนธรรมดาๆที่มีฝีไม้ลายมือเก่งในเรื่องชกมวย ครั้งหนึ่งได้มีการแข่งขันชกมวยเหมือนกับที่ผ่านๆมาแต่ในครั้งนี้ นายสิน ได้ชกกับ พระเจ้าเสือ ที่ได้ปลอมตัวมาขึ้นสังเวียน โดยที่ นายสินเองไม่รู้ว่าเป็น พระเจ้าเสือ ภายหลังจากการต่อยมวยจบลง พระเจ้าเสือได้เรียกตัว นายสินมารับราชการ ในตอนนั้นเองที่ทำให้ นายสินได้รู้ว่าคู่ชกในวันนั้นคือ พระเจ้าเสือ นั้นเอง

ต่อมาก็มีชื่อเรียกเป็นทางการว่า พันท้ายนรสิงห์ เนื่องจาก นายสิน ได้เป็นทหารของ พระเจ้าเสือ คอยคัดท้ายเรือให้กับ พระเจ้าเสือ นั้นเอง

มีอยู่วันหนึ่ง พระเจ้าเสือได้ทรงเสด็จโดยเรือพระที่นั่งเอกชัย โดยจะไปประพาสเพื่อทรงเบ็ต ณ ปากน้ำเมืองสาครบุรีหรือที่รู้จักกันดีของคนในสมัยนี้ก็คือปากน้ำจังหวัดสมุทรสาครนั้นเอง เมื่อเรือพระที่นั่งเอกชัยได้ล่องไปตามลำธารน้ำจนมาถึงคลองที่มีชื่อคลองว่าคลองโคกขาม ตำบล โคกขามซึ่งมีความขดเคี้ยวเป็นอย่างมากจึงเป็นเหตุที่ทำให้ พันท้ายนรสิงห์ ที่มีหน้าที่คัดท้ายเรือนั้นไม่สามารถควบคุมเรือพระที่นั่งเอกชัยได้ จนทำให้เรือพระที่นั่งเอกชัยชนเข้ากับกิ่งไม้และเป็นเหตุที่ทำให้หัวเรือต้องหัก ในทันใดนั้น พันท้ายนรสิงห์ ได้กระโดดขึ้นฝั่งและกราบทูลทรงลงพระอาญาทันที ตามพระกำหนดถึงสามครั้งแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เกิดเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันนี้มาแล้ว 2 ครั้ง แต่ใน 2 ครั้งนั้นเป็นอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อยจึงไม่ได้มีการลงโทษแต่อย่างไร เช่นเดียวกันกับในเหตุการณ์ในครั้งนี้ที่เป็นอุบัติเหตุแต่ทว่า เรือพระที่นั่งเอกชัยได้เกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก พันท้ายนรสิงห์ จึงทูลต่อ พระเจ้าเสือ ให้ทำการลงโทษทันที พระเจ้าเสือเห็นว่าเป็นเพียงอุบัติเหตุจึงกล่าวว่าให้ลงโทษโดยการ “ตัดรูปแทนพ่อ”หมาความว่าให้ปันรูปปัน พันท้ายนรสิงห์ เพื่อลงโทษแทน แต่ พันท้ายนรสิงห์ ไม่ยอมให้ลงโทษที่ตัวของเขาเองเพราะถือว่าตัวเองมีความผิดและจะไม่ได้เป็นแบบอย่างคนอื่นๆ เมื่อพระเจ้าเสือได้ฟังเช่นนั้นแล้วก็สั่งให้ลงโทษโดยการประหารตามคำขอร้องของ พันท้ายนรสิงห์ และได้สั่งให้จัดตั้งศาลพันท้ายนรสิงห์ขึ้น จนศาลแห่งนี้ก็ยังมีให้เห็นอยู่ในปัจจุบันนั้นเอง

ถือได้ว่า นายพันท้ายนรสิงห์ เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคนรุ่นหลังๆในการกระทำที่กล้าหาญและซื่อสัตย์จึงเป็นที่เคารพนับถือของคนในสมัยนั้นมาจนถึงปัจจุบันกันเลยที่เดียว

« Older posts