Page 2 of 3

ทหารปืนใหญ่แห่งสยามประเทศ

Bombardier      หลายคนคงสงสัยว่าทหารปืนใหญ่มีด้วยหลอในประเทศไทยของเรา มีมานานมากแล้วครับตั้งแต่ก่อตั้งทหารใหม่ๆ ในอดีตปืนใหญ่ถือเป็นอาวุธที่สำคัญมากของประเทศไทย เป็นอาวุธที่สามารถข่มขวัญและทำลายล้างได้ดีมากๆถือเป็นอาวุธที่ทรงอนุภาพมากเลยทีเดียว หลายคนเคยบอกว่ายุคสมัยนี้มีทหารอากาศก็สามารถทำการรบได้อย่างเต็มกำลังแล้วทหารปืนใหญ่คงไม่สำคัญเท่าไหร่หรอก แต่หารู้ไม่ว่าเครื่องบินของทหารอากาศนั้นมีขีดจำกัดในเรื่องของสภาพอากาศถ้าสภาพอากาศไม่ดีก็บินขึ้นไปไม่ได้ เพราะถ้าเอาขึ้นไปแล้วอาจจะเสี่ยงต่อการตกของเครื่องบินได้ แต่ถ้าเป็นปืนใหญ่สามารถจะยิงได้ในทุกสภาพอากาศเรียกได้ว่ายิงเวลาไหนก็ยิงได้และยังสามารถเสริมกลยุทธ์ให้กับรบภาคพื้นดินกับทหารม้าและทหารราบได้อีกด้วย ซึ่งถือช่วยทหารหน่วยอื่นในการรบอีกด้วย ปัจจุบันทหารปืนใหญ่มีอยู่มากมายหลายกองพันมากๆรวมกันแล้วได้ 1 กองพลและยังได้เพิ่มกองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานขึ้นอีก 1 กองพลด้วย เรียกได้ว่าเป็นกองพลที่สำคัญต่อกองบัญชากองทัพไทยเป็นอย่างมากๆ ในช่วงที่ไม่มีสงครามทหารจะต้องบำรุงรักษายุทโธปกรณ์ให้ใช้งานจริงได้อยู่เสมอโดยจะมีการฝึกเล็กและการฝึกใหญ่ปีล่ะครั้ง หลายคนคงแปลกใจว่าถ้าแต่ล่ะหน่วยที่ไกลกันจะไปขนยุทโธปกรณ์ฝึกด้วยกันหลอ ทหารเวลาเขาฝึกกันเขาจะฝึกเฉพาะกองพันหรือหน่วยที่มีในกองพลเท่านั้นครับจะได้ไม่ลำบากและยุ่งยากในการจัดกำลังพลออกฝึกครับ ใครที่ไม่เคยยิงปืนและไปอยู่ในรถหรือปืนใหญ่ก็สามารถไปทำได้ครับ คนที่คัดเลือกทหารและครับผมยังอยู่ในรถถังกับยืนข้างปืนใหญ่แล้วเลยครับ

การรับน้องหรือการฝึกทหารใหม่แบบเข้มงวดมีเพื่อจุดประสงค์อะไร

welcometonaviการเป็นทหาร แน่นอนว่าทหารต้องเป็นคนที่อยู่ในเครื่องแบบที่มีความอดทน แข็งแกร่งเสมือนกับบุคคลที่อยู่ในรถถัง ในเวลารถถังไม่มีคนบังคับก็จะเป็นแค่เหล็กธรรมดาๆก็เหมือนกับชุดของทหารนั้นแหละครับชุดทหารถ้าไม่มีคนใส่ก็เปรียบเสมือนกับผ้าชิ้นหนึ่งดังนั้น การเป็นทหารจะต้องมีความ มานะอดทน แข็งแกร่งและน่ากลัว ดังกับรถถังที่มีคนคอยบังคับอยู่ข้างในนั้นเอง

แล้วกว่าเราจะมาเป็นทหารที่แข็งแกร่งได้เราต้องทำอย่างไรถึงจะได้เป็นทหารที่มีความสมบูรณ์แบบได้ เริ่มจากขั้นตอนแรกเลยดีกว่าครับ การรับน้องหรือการฝึกทหารใหม่นั้น ครูฝึกจะต้องให้ทหารใหม่ทุกคน ทำตามคำสั่งทุกอย่างในเวลาเดียวกันทุกคน เพื่อที่จะเป็นการไม่ให้มีทหารใหม่คนใดคนหนึ่งได้รับการฝึกที่มากกว่าหรือน้อยกว่าโดยที่ทหารใหม่ทุกๆคนจะต้องทำตามคำสั่งเหมือนกันทุกคน เพื่อเป็นการเคารพรุ่นพี่หรือเคารพครูฝึกอีกด้วย โดยทุกคนจะเริ่มการฝึกมาจากศูนย์โดยเท่าเทียมกันไม่ว่าจะเป็น การซ้อม การโดนทำโทษและการฝึกอื่นๆอีกมากมาย ทหารทุกคนจะต้องถูกฝึกในหลายๆอย่างไม่ว่าจะเป็น เรื่องของความเป็นระเบียบวินัย ต่อให้ทหารใหม่จะเป็นคนที่ไม่มีความเป็นระเบียบมาก่อนก็ตามแต่ทุกคนจะได้รับการฝึกให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนกันทุกคนอย่างแน่นอน อีกทั้งยังได้รับฝึกความกล้าหาญ ความสามัคคี ความรักแผ่นดินฯลฯ ทั้งหมดนี้จะได้รับมาจากการฝึกทหารเพื่อเป็นทหารที่มีคุณภาพ ถือได้ว่าการฝึกวิชาของทหารนั้นเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ดีเลยก็ว่าได้ เราหาการฝึกอบรมที่ได้ทั้งความเข้มแข็ง ความอดทน ความเป็นระเบียบวินัย ไปพร้อมกับ การทำประโยชน์เพื่อสังคมและประเทศชาติแบบนี้ไม่ได้แล้ว และไม่ได้มีแค่การฝึกทหารสำหรับผู้ชายเท่านั้น ในปัจจุบันนี้ยังมีการฝึกของทหารหญิงเพื่อไปรับใช้ชาติที่ไม่แตกต่างจากผู้ชายอีกด้วย ถือได้ว่าเราจะได้มีรั่วของประเทศชาติที่แข็งแกร่งทั้งหญิงและชายคอยดูแลประชาชนอย่างมีคุณภาพ

ทำไมต้องมีตำรวจเกณฑ์

1403608215-090456041-o-450x300ตำรวจเกณฑ์จะมีครั้งแรกในปี พ.ศ.2559 โดยจะรับการเกณฑ์ 10,000 อัตราต่อปีโดยจะมีวิธีการเกณฑ์ที่เหมือนกับทหารโดยมีการตรวจสภาพร่างกายและโรคประจำตัวต่างๆ และจะใช้วิธีการจับใบดำ-ใบแดงเหมือนกับทหารทุกอย่าง จะมีเงื่อนไขการเกณฑ์ตำรวจ โดยจะยกตัวอย่างและเปรียบเทียบกับการเกณฑ์ทหารดังนี้

1.การเกณฑ์ตำรวจต้องมีอายุ 21 บริบูรณ์ ส่วนของทหารก็มีการเกณฑ์ทหารที่จะต้องมีอายุ 21 ปีบริบูรณ์เช่นกัน

2.ตำรวจจะมีระยะเวลาในการปลดตำรวจ 2 ปี ส่วนของทหารก็มีการปลดทหาร 2 ปีเช่นกัน

3.ตำรวจรับเงินเดือน 10,000 บาท ส่วนของทหารก็รับเงินเดือน 10,000 บาทเช่นกัน

4.ตำรวจจะได้รับราชการตำรวจ ส่วนทหารก็จะไดรับราชกาลทหาร

5.ตำรวจสมัครไม่ได้ ส่วนทหารสมัครได้

โดยการวิธีการเกณฑ์ตำรวจก็ไม่แตกต่างไปจากทหารเลยแม้แต่น้อย เพราะมีการจับใบดำ-ใบแดงเช่นเดียวกันกับทหารเพียงแต่สามารถสมัครเป็นทหารได้ทันทีแต่สมัครเป็นตำรวจไม่ได้ดังข้อที่ 5 ที่ได้กล่าวไว้

ทั้งนี้การมีตำรวจเกณฑ์ขึ้นก็เพราะในปัจจุบันมีตำรวจไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติภารกิจต่างๆ และเพื่อเป็นกำลังพลเสริมหรือกองหนุนในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินต่างๆ เช่น มีการชุมนุม การก่อการร้าย การจราจร และคอยช่วยดูแลความสะดวกสบายให้กับประชาชนในช่วงเทศกาลอีกด้วย ถือได้ว่าการที่มีตำรวจเกณฑ์ในภายภาคหน้ามีความจำเป็นและสำคัญมากๆซึ่งเป็นโอกาสที่ดีแก่คนรุ่นใหม่ๆที่จะทำให้คนกลุ่มนี้ได้มีบทบาทสำคัญในการรับใช้ชาติเพิ่มมากขึ้น เมื่อรับใช้ชาติจนครบ 2 ปีแล้วตำรวจเกณฑ์สามารถเข้ารับราชกาลตำรวจได้ต่อเนื่อง โดยจะมีการคัดเลือกผู้ที่เหมาะสม 10 %ของตำรวจเกณฑ์เท่ากับประมาณ 1,000 อัตราต่อปีนั้นเอง เหตุที่ต้องมีการคัดเลือกตำรวจเกณฑ์ให้เข้ามารับราชกาลตำรวจในจำนวนแค่ 10 %เพราะปีต่อไปก็จะมีตำรวจเกณฑ์รุ่นใหม่เข้ามารับใช้ชาติต่อเนื่องทุกปี

ตำรวจผู้เสียสละเวลาเพื่อประชาชน

polishดาบวิชัย หรือ ด.ต.วิชัย สุริยุทธ เป็นตำรวจที่ปลูกต้นไม้มาแล้ว 3 ล้านต้น ต้นไม้ 3 ล้านต้นนั้นเราลองนึกดูนะครับว่าเยอะขนาดไหน เยอะพอๆกับต้นไม้ที่อยู่ในป่าในเขาเป็นหลายๆป่าเลยก็ว่าได้

ดาบวิชัย เริ่มปลูกต้นไม้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2531 มาจนถึงปัจจุบันนี้ โดยแก่จะปลูกต้นไม้วันละประมาณ 200-300 ต้น แกปลูกไปตามถนนหนทางต่างๆทั้งยังในที่นาคันนาของชาวบ้านทั่วไป โดยไม่ไปเบียดเบียนใครและเวลางานของตัวเขาเอง โดยแกจะออกจากบ้านเพื่อไปปลูกต้นไม้ตั้งแต่ตอนตี 4 ตีห้า และจะปลูกอีกครั้งหลังจากเลือกงานแกทำแบบนี้ทุกวัน ชาวบ้านหลายคนในละแวกนั้นก็หาว่าแกเพี้ยนแกบ้าบ้างแต่แกก็ไม่สนใจคำนินทาใดๆทั้งนั้น เพราะแกเชื่อว่าสิ่งที่ตัวแกทำอยู่นั้นมันเป็นสิ่งที่ดีและจะเป็นประโยชน์แก่ชาวบ้านอีกด้วย แกจะปลูกต้นไม้ที่ให้พืชให้ผลได้ดี เช่น ต้นตาล ต้นสะเดา ต้นขี้เหล็ก ต้นยางนา ต้นถ่อน ต้นตะกู ต้นแคเป็นต้น

จนเวลาผ่านไปต้นไม้ที่แกปลูกมานั้นก็ออกผลผลิตให้ชาวบ้านแถวนั้นได้นำไปแปลรูปสร้างรายได้ต่างๆไม่ว่าจะเป็นขนมตาลที่ได้จากต้นตาล แกงขี้เหล็ก หรือแม้แต่กิ่งก้านของต้นตาลนั้นก็สามารถนำมาทำเป็นไม้กวาดและอื่นๆได้อีกมากมาย

จากชาวบ้านที่เคยดาวาแกว่าเป็นคนบ้าวันๆไม่ทำอะไรเอาแต่ปลูกต้นไม้ไปวันๆ จนมาถึง ณ ตอนนี้ชาวบ้านแถวนั้นได้เปลี่ยนจากคำที่ดูถูกเหยียดหยามมาเป็นคำชื่นชมส่งเสริมและขอบคุณแก ที่แกทำให้พวกชาวบ้านนั้นได้เห็นประโยชน์ในสิ่งที่เขาทำและได้รับประโยชน์โดยตรงอีกทั้งยังทำให้ชาวบ้านหลายต่อหลายคนมีชีวิตการเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและมีธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นอีกด้วย

ในวันนี้ถึงแม้ว่า ดาบวิชัย จะได้เกษียณอายุและถูกปลดประจำการไปแล้ว เขาก็ยังคงปลูกต้นไม้ต่อไปโดย ดาบวิชัย ได้บอกเอาไว้ว่าจะปลูกต้นไม้ไปจนกว่าจะไม่มีแรงปลูกและจะปลูกต้นไม้ไปจนตาย

กว่าจะได้มาเป็นทหาร ที่เป็นมากกว่าอาชีพ

00oldทหารก็ คือ บุคคลหนึ่งที่ไม่ต่างจากบุคคลทั่วๆไป โดยการที่จะได้เป็นทหารนั้นไม่ใช้เรื่องง่ายๆเลย ในประเทศไทยการที่เราจะไปเป็นทหารได้มีอยู่ด้วยกัน 2 แบบ นั้นก็คือแบบสมัครใจและการถูกเกณฑ์ให้มารับใช้ชาติหรือให้มาเป็นทหารนั้นเอง โดยทั้งนี้ในประเทศไทยได้มีกำหนดให้ชายไทยทุกคนต้องมารับการคัดเลือกให้มาเป็นทหารเมื่อมีอายุครบ 21 ปีบริบูรณ์ ทั้งนี้การที่จะได้มาเป็นทหารได้นั้น ทางการจะเลือกผู้ที่สมัครใจก่อนโดยมีการวัดมาตรฐานทั้งร่างกายและโรคประจำตัวต่างๆ การวัดมาตรฐานร่างกายมีดังต่อไปนี้

-ต้องมีความสูง 160 ซม.ขึ้นไปและต้องมี รอบอกที่ไม่ต่ำจาก 76/79 ซม.ถึงจะได้รับการคัดเลือกไปสู้ขั้นตอนที่ต่อไป

ขั้นตอนที่สองคือการตรวจร่างกายเพื่อหาโรคต่างๆที่เป็นผลกระทบต่อการเป็นอาชีพทหาร ซึ่งจะมีโรคที่เป็นแล้วไม่สามารถเป็นทหารได้ดังนี้

-ความผิดปกติของสายตา เช่น สายสายตาสั้น-ยาวทั้งนี้จะมีกำหนดให้ว่าไม่ให้เกินเท่าไหร่ถึงเท่าไหร่,ตาปอด,ต่อหินเป็นต้น

-ความผิดปกติทางหู เช่น หูหนวกเป็นต้น

-โรคติดเชื่อ เช่น โรคเท้าช้างเป็นต้น

-โรคทางประสาทวิทยา เช่น ใบ้ อัมพาต ลมชักเป็นต้น

-โรคของต่อมไร้ท่อ เช่น เบาหวาน ภาวะอ้วนเป็นต้น

-โรคของระบบปัสสาวะ เช่น ไตอับเสบเรื้อรังเป็นต้น

-โรคของหัวใจ เช่น ลิ้นหัวใจพิการเป็นต้น

-โรคของระบบหายใจ เช่น โรคหืดเป็นต้น

-โรคเลือดและอวัยวะสร้างเม็ดเลือด เช่น ภาวะม้ามโตเป็นต้น

-โรคผิดปกติของกระดูกและกล้ามเนื้อ เช่น แขน ขา นิ้ว เท้า มือ พิการเป็นต้น

-โรคอื่นๆ เช่น มะเร็ง ตับแข็ง กระเทยเป็นต้น

โดยโรคอื่นๆที่ว่ามานี้ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์ทหารอีกทีในการคัดเลือก

ทั้งนี้การวัดมาตรฐานทั้งร่างกายและโรคประจำตัวต่างๆที่ว่ามาทั้งหมดก็ใช้แบบเดียวกันกับทหารเกณฑ์นั้นเอง

การที่ได้มาเป็นทหารโดยผ่านการวัดมาตรฐานต่างๆมาแล้วทหารก็มีหน้าที่ปกป้องประเทศชาติให้พ้นจากศัตรูต่างๆ ถือได้ว่าการการเป็นทหารก็เหมือนการทำอาชีพอาชีพหนึ่งซึ่งได้รับเงินเดือนและสวัสดิ์การเป็นการตอบแทน แต่ทหารไม่ได้มีเงินเดือนที่มากมายสักเท่าไหร่เงินเดือนของทหารจริงๆอาจจะไม่ถึงหมื่นด้วยซ้ำ แต่ทว่าด้วยหน้าที่และศักดิ์ศรี ทหารจึงยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อแลกกับเงินเดือนไม่กี่บาท เพื่อเป็นรั้วของแผ่นดินคอยรักษาความสงบและความปลอดภัยของประชาชนนั้นเอง

เรื่องราวที่น่ายกย่องของ นายทหารที่ซื่อสัตย์ “พันท้ายนรสิงห์”

punt31ตามที่ได้มีการบันทึกเรื่องราวของพระราชพงศาวดารในสมัยกรุงศรีอยุธยาได้มีการบันทึกเรื่องราวต่างๆและหนึ่งในนั้นก็มีเรื่องราวของ พันท้ายนรสิงห์ ทหารผู้กล้าหาญ

พันท้ายนรสิงห์นั้นมีชื่อเดิมว่า สิน เป็นคนธรรมดาๆที่มีฝีไม้ลายมือเก่งในเรื่องชกมวย ครั้งหนึ่งได้มีการแข่งขันชกมวยเหมือนกับที่ผ่านๆมาแต่ในครั้งนี้ นายสิน ได้ชกกับ พระเจ้าเสือ ที่ได้ปลอมตัวมาขึ้นสังเวียน โดยที่ นายสินเองไม่รู้ว่าเป็น พระเจ้าเสือ ภายหลังจากการต่อยมวยจบลง พระเจ้าเสือได้เรียกตัว นายสินมารับราชการ ในตอนนั้นเองที่ทำให้ นายสินได้รู้ว่าคู่ชกในวันนั้นคือ พระเจ้าเสือ นั้นเอง

ต่อมาก็มีชื่อเรียกเป็นทางการว่า พันท้ายนรสิงห์ เนื่องจาก นายสิน ได้เป็นทหารของ พระเจ้าเสือ คอยคัดท้ายเรือให้กับ พระเจ้าเสือ นั้นเอง

มีอยู่วันหนึ่ง พระเจ้าเสือได้ทรงเสด็จโดยเรือพระที่นั่งเอกชัย โดยจะไปประพาสเพื่อทรงเบ็ต ณ ปากน้ำเมืองสาครบุรีหรือที่รู้จักกันดีของคนในสมัยนี้ก็คือปากน้ำจังหวัดสมุทรสาครนั้นเอง เมื่อเรือพระที่นั่งเอกชัยได้ล่องไปตามลำธารน้ำจนมาถึงคลองที่มีชื่อคลองว่าคลองโคกขาม ตำบล โคกขามซึ่งมีความขดเคี้ยวเป็นอย่างมากจึงเป็นเหตุที่ทำให้ พันท้ายนรสิงห์ ที่มีหน้าที่คัดท้ายเรือนั้นไม่สามารถควบคุมเรือพระที่นั่งเอกชัยได้ จนทำให้เรือพระที่นั่งเอกชัยชนเข้ากับกิ่งไม้และเป็นเหตุที่ทำให้หัวเรือต้องหัก ในทันใดนั้น พันท้ายนรสิงห์ ได้กระโดดขึ้นฝั่งและกราบทูลทรงลงพระอาญาทันที ตามพระกำหนดถึงสามครั้งแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เกิดเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันนี้มาแล้ว 2 ครั้ง แต่ใน 2 ครั้งนั้นเป็นอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อยจึงไม่ได้มีการลงโทษแต่อย่างไร เช่นเดียวกันกับในเหตุการณ์ในครั้งนี้ที่เป็นอุบัติเหตุแต่ทว่า เรือพระที่นั่งเอกชัยได้เกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก พันท้ายนรสิงห์ จึงทูลต่อ พระเจ้าเสือ ให้ทำการลงโทษทันที พระเจ้าเสือเห็นว่าเป็นเพียงอุบัติเหตุจึงกล่าวว่าให้ลงโทษโดยการ “ตัดรูปแทนพ่อ”หมาความว่าให้ปันรูปปัน พันท้ายนรสิงห์ เพื่อลงโทษแทน แต่ พันท้ายนรสิงห์ ไม่ยอมให้ลงโทษที่ตัวของเขาเองเพราะถือว่าตัวเองมีความผิดและจะไม่ได้เป็นแบบอย่างคนอื่นๆ เมื่อพระเจ้าเสือได้ฟังเช่นนั้นแล้วก็สั่งให้ลงโทษโดยการประหารตามคำขอร้องของ พันท้ายนรสิงห์ และได้สั่งให้จัดตั้งศาลพันท้ายนรสิงห์ขึ้น จนศาลแห่งนี้ก็ยังมีให้เห็นอยู่ในปัจจุบันนั้นเอง

ถือได้ว่า นายพันท้ายนรสิงห์ เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคนรุ่นหลังๆในการกระทำที่กล้าหาญและซื่อสัตย์จึงเป็นที่เคารพนับถือของคนในสมัยนั้นมาจนถึงปัจจุบันกันเลยที่เดียว

บิดาแห่งสายน้ำทะเลเค็มทหารเรือไทย

tubbotพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์ (ต้นราชสกุล อาภาภร)

ทรงเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ ในพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเหล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ตามลำดับเชื้อพระวงศ์

พระองค์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์ ได้ศึกษาได้ทรงศึกษาชั้นต้นในพระบรมราชวัง โยมีอาจารย์ชื่อว่า อิศรพันธ์โสภร (พูน อิศรากูร) และได้ทรงศึกษา ภาษาอังกฤษ จาก. (Mr.Morrant) ซึ่งเป็นชาวอังกฤษโดยกำเนิด

และในปี พ.ศ. 2436 พระองค์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์ ได้ทรงล่ำเรียนชิชาเกี่ยวทหารเรือจำสำเร็จวิชาทหารเรือและพรองค์ทรงได้แต่งเครื่องแบบนักเรียนนายเรือ เพื่อมาเข้าเฝ้าสมเด็จพระชนกนาล ที่เมือง เบงกอล

พ.ศ.2480 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์ ได้สำเร็จ ทุกวิชาการทุกแขนงแล้วพรองค์เองก็ได้เจริญพระชนมายุถึงเวลาอันสมควรพรองค์ กรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์ ก็ได้ทำการสอนเหล่าพลทหารเรือที่กำลังศึกษาอยู่ตอนนั้นและพระองค์ก็ได้สอนการใช้ชีวิตอยู่รอดบนเรือหากมีการโจมตีต่างๆและพระองค์ยังทรงมองเห็นคำนึงเห็นการใช้ชีวิตต้องอยู่คนเดียวกลางทะเลและพระองค์เองก็ได้ทรงสอนการขับเรือและทรงสอนการจับปลาและพระองค์เองก็ได้ทำการสั่งสอนเหล่านายทหารทั้งหลายแหล่ได้เสร็จทุกคนแต่ตัวพระองค์เองนั้นชอบพระเครื่องมากชอบสะสมและอยู่มาดีวันหนึ่งพระองค์ได้แล่นเรือผ่านมาทางแม่น้ำเจ้าพระยาและได้มีเหตุเกิดเรือพังตรงกับวัดที่หลวงพ่อเปิ่นอยู่ทรงพระองค์เองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจึงได้ลงจากเรือมาแล้วได้เข้าไปที่วัดตอนนั้นเองก็จะมืดอยู่แล้วพระองค์เลยเข้าไปขอนอนอาศัยวันอยู่เป็นเวลาหนึ่งคืนและตอนนั้นเป็นเวลาที่หลงพ่อเปิ่นกำลังสวดมนต์สำแดงวิชาได้เสกใบมะขามเท่าให้เป็นฝูงผึ่งได้และยังมีเสกฝักทองให้กลายเป็นกะตายให้เด็กในวัดได้เล่นอิกจึงทำให้พระองค์เห็นและทำให้พระองค์มีความเลื่อมใสในตัวหลวงพ่อเปิ่นและทำให้ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์ ได้ทำการขอเป็นลูกศิษย์พลวงพ่อเปิ่นหลวงพ่อเปิ่นมาจนเป็นเรื่องเล่าต่อกันมาเกี่ยวกัลป์ ประวัติ บิดาแห่งท้องทะเล พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์

คุณสมบัติการเป็นตำรวจไทยเพื่อรับราชการ

Polisการที่เราจะเป็นข้าราชการทหารตำรวจได้นั้นสิ่งแรกเลยเหนือกว่าอย่างอื่นนั้นคือเราต้องเป็นชายไทยสัญชาติไทยโดยกำเนิดและยังต้องมีการศึกษาขึ้นต่ำตั่งแต่ชั้นประถม ป.หนึ่ง ถึง ป.หก และยังต้องศึกษาต่ออิกมัธยมต้นม.หนึ่งถึงม.สามเป็นอย่างต่ำและยังต้องมีอายุครบสิบห้าปีบริบูรณ์และยังต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเขตนั้นๆด้วยอิกด้วยและยังต้องเป็นบุคคลภายนอก เพศชาย สถานภาพโสด อายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์และไม่เกินยี่สิบเจ็ดปีบริบูรณ์นับถึงวันรับสมัค

สูงไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยหกสิบเซนติเมตรรอบอกไม่น้อยกว่าเจ็ดสิบเจ็ดเซนติเมตรและกฎข้อความหลักของการเป็นทหารตำรวจคือห้ามมีรอยสักบนร้างกายเด็ดขาดและต้องได้รับการสอบจากกระทรวงทหารตำรวจก่อนและต้องมีการสอบภาคปฏิบัติเช่นการวิ่งห้าร้อยเมตรและการว้ายน้ำสามร้อยเมตรและการซิทอัพสองร้อยครั้งถ้านักศึกษาที่มาสอบภาคปฏิบัติเสร็จก็ถือว่าผ่านเป็นตำรวจแต่มันจะต้องมีกฎเกณฑ์ดังนี้อย่างเช่นการวิ่งห้าร้อยเมตรก็ต้องวิ่งภายในเวลาที่กำหนดอย่างเช่นวิ่ง2นาทีนักศึกษาก็ต้องวิ่งให้ทันเวลาถ้าไม่ทันตามเวลาที่กำหนดถือว่าสอบไม่ผ่านถือว่าสละสิทธิ์และถ้าว่างผ่านตามเวลาที่กำหนดก็ต้องเวลาที่ต้องไปสอบว่ายน้ำอิกสามร้อยเมตรถ้าว่ายน้ำแล้วสอบไมผ่านก็ต้องรอคนที่ทำเวลาได้มากกว่าเราเราถึงจะมีสิทธิ์ในการผ่านขัดเลือกว่ายน้ำแต่ถ้าเราว่ายน้ำผ่านในเวลาแล้วก็ไม่ต้องมารอผลการว่ายน้ำของนักศึกษาอื่นเราก็ผ่านไปเลยตามผกติพอผ่านมาแล้วเราก็ต้องมานั่งชิตอัพอิกส้องร้อยครั้งภายในเวลาที่กำหนดอย่างเช่นภายในเวลาห้านาทีคุณต้องชิตอัพให้สองร้อยครั้งแต่ถ้าไม่ถึงตามเวลาที่กำหนดก็ต้องมานั่งรอผลว่ามีนักศึกษาคนไหนอิกไหมที่ทำได้ด้วยกว่าเราแล้วทำได้น้อยกว่าเราแล้วเวลาดีกว่าเราเราก็ต้องยอมรับตามสภาพของการสอบปฏิบัติแต่ถ้าเราสอบผ่านหมดเลยทั้งสามข้อปฏิบัตินี่แล้วเราก็ไม่ต้องมานั่งรอผลไรเลยก็เตรียมตัวดีใจเฮกันได้เลยว่าเราได้รับข้าราชการตำรวจเต็มตัวแล้ว

อิสรภาพ มั่นคง ตลอดจนถึงความรุ่งเรืองของประเทศไทย

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

เมื่อครั้งแรกที่จักตั่ง กรมยุทธนาธิการ หน้าที่ความรับผิดชอบของกรมนี้ มุ่งเน้นไปทางด้านกิจการทางทหารซึ่งจะต้องมีภารกิจด้านต่างๆที่เกี่ยวข้องกับหน่อยงานการทหารบอกเป็นอย่างมากในสมัยก่อนหน้านี่กรรมทหารบกนั้นได้มีการเปิดกรมที่มีชื่อว่า กรมจเรททหารบก ซึ่งหลังสมัยสงครามโลกครั้งที่สองได้ยุติลงแล้วโรงเรียนจเรททหารบกได้เปิดหน่อยการเรียนการสอยนายร้อยอย่างจริงจังและเต็มรูปแบบแต่สมัยนั้นก็อย่างไม่เจริญก้าวหน้าเหมือนสมัยนี้และได้เปลี่ยนชื่อจากค่ายทหารจเรททหารบกได้เปลี่ยนมาเป็นโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าและตอนหลังได้มีการออกแบบแผนกแต่ระหน่วยงานมีทั้งหมดสามหน่วยงาน หนึ่งได้แก่แผนกที่หนึ่ง กรมจเรททหารบก (จร.1) มีหน้าที่เกี่ยวกับการฝึกของหน่วยมทหาร กรมจเรททหารบก (จร.1) คือ อาทิเช่นมีหน้าที่การวิ่งรอบกองร้อยทุกๆตี4.30และฝึกต่อตอน8.00ถึง15.00แปและแผนกที่สองคือ กรมจเรททหารบก (จร.2) มีหน้าที่เกี่ยวกับการศึกษาของทหารโรงเรียนทหารและหน้าที่หลักๆสำคัญคือของกรมจเรททหารบก (จร.2) คือคอยอบรมฝึกที่หารที่เข้ามาใหม่ให้อยู่ในกฎระเบียบและข้อบังคับของกรมทหารนั้นๆและอิกหน่วยหรือหน่วยที่3คือ กรมจเรททหารบก (จร.3) มีหน้าที่เกี่ยวกับกำลังพลทหารหน้าที่หลักๆของหน่วย กรมจเรททหารบก (จร.3) คือกำรวมรวมทั้งสามหน่วยทัพมีรวมกันนั่นก็คือกำลังพละกำลังพลคืออะไรคือทหารที่สำเร็จการทหารทุกๆหน่อยมาแล้วเช่น กรมจเรททหารบก (จร.1) กรมจเรททหารบก (จร.2) กรมจเรททหารบก (จร.3) ถึงจะได้เรียกว่าหน่อยกำลังพลและตอนนี่ปัจจุบันนี้ทั้ง3หน่อยเหล่าทัพที่ว่านั้นไม่มีแล้วได้เปลี่ยนมาเป็น กรมยุทธการศึกษาทหารบกเมื่อปี พ.ศ. 2493 จนถึงปัจจุบันนี้ปละได้ร่วมมือการฝึกรับการฝึกจากหลายๆหน่วยหลายๆประเทศแต่ที่หลักๆเลยได้รับการฝึกโดยตรงจากประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศสหรัฐอเมริกาได้ส่งอาวุธมาให้แก่กองกำลังทัพบกไทยจึงทำให้ประเทศไทยและประเทศสหรัฐอเมริกา ได้มีความสัมพันธ์กันดีมาโดยถึงปัจจุบันนี้

 

 

ฝันให้ไกลไปให้ถึง RTAF

sky fying

กองทัพอากาศทหารไทย Royal Thai Air Force ซึ่งเกิดขั้นหลังจากการจัดตั่งกองทัพอากาศฝรั่งเศสซึ่งเป็นกองทักอากาศหน่อยแรกของโลกเพื่อ4ปีเท่านั้นเองซึ่งถือเป็นกองกำลังทัพอากาศเป็นอันดับแรกๆของเอเชียแต่ตอนนี่กองกำลังทหารอากาศของไทยตอนนี่ได้อยู่กองทัพชาการเขตดอนเมืองซึ่งที่นั่นยังเป็นสถานที่ราชการของกองทัพอากาศและยังเป็นพื้นที่ฝึกทหารใหม่และยังเป็นเพื่อนที่เปิดให้เยี่ยมชมสถานที่ต่างๆในกรมทหารกองทัพอากาศอิกด้วยและยังเป็นที่เปิดรับสมัคและเปิดรับสอนทหารใหม่และในสถานที่นั้นยังมีโรงเตรียมทหารในนั้นอิกด้วยโรงเรียนบริเวณแถวถนนสายไหมเส้นสายไหมหน้าปากซอย 90 และยังสอนเกี่ยวกับการเรียนการสอนต่างๆแนวทางความคิดในการใช้เครื่องบินในการรบซึ่งมรและเกิดขึ้นในรัชกาลที่หกของสมเด็จพระมงกุฎเหล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่6 และขณะนั้นจึงทำให้ จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจรักพงษ์ภูวนาถ กรมหลงพิษณุโลกประชานาถ ได้คำนึงเห็นว่าประเทศไทยของเรานั่นต้องมีทหารหน่วยรบทางอากาศเลยได้ก่อตั่งทหารอากาศขึ้นมาและได้ส่งทหารไปเรียนวิชาการบินต่อที่ประเทศฝรั่งเศสจำนวนสามนายได้แก่

หนึ่ง นายพันตรี หลงศักดิ์ศัลยาวุธ สอง นายร้อยเอก หลวงอาวะสิขิกร สามนายร้อยโท ทิพย์ เกตตุทัต

ซึ่งทั้งสามคนนี้ได้ทำการเรียนการบินจำสำเร็จสุกแขนงวิชาแล้วทางการของประเทศไทยนั้นได้มีการสั่งชื้อเครื่องบิน2ชิ้นชนิดและ4ลำรวมทั้งหมดเป็น8ลำและก็ได้มีคำสั่งไว้ให้ว่าให้นายทหารทั้ง3คนนี้เป็นผู้ฝึกสอนทหารทุกกองกำลังที่อยู่ในทหารอากาศให้ได้เล่าเรียนเกี่ยวกับการบินการสอนของเครื่องบินว่าจุดไหนคืออะไรแล้วส่วนไหนคืออะไรแล้วได้ทำการสอบบรรจุเลื่อนขั้นตามความสามารถที่ระบบกฎหมายของไทยได้กำหนดไว้

และต่อมาทางประเทศไทยได้มีการยกย่องทหารทั้ง3ท่านนั้นเป็น บุพการีทหารอากาศ และได้มีการแต่งตั่งให้วันนั้นเป็นวัน

หยุด หรือเรียกอิกอย่างหนึ่งว่า วันกองทัพอากาศไทยจนต่อมาจนถึงปัจจุบันนี้

« Older posts Newer posts »